บัตรเครดิตแบบใช้เงินฝากค้ำประกันคืออะไร ?
ธันวาคม 17, 2018

ติดเครดิตบูโร แก้อย่างไรดี ?

บัตรเครดิตสำหรับประชาชนในปัจจุบันนับว่าเป็นสิ่งหนึ่งที่จำเป็นอย่างมาก เนื่องจากสังคมและวิถีการใช้ชีวิตในปัจจุบันมีค่านิยมต่อสิ่งของเกิดขึ้นมากมายและไม่แปลกที่สังคมมนุษย์จะเกิดความต้องการในสิ่งของเหล่านั้นและความต้องการนี้จึงนำมาสู่การใช้จ่ายเงิน การใช้จ่ายในบางครั้งก็นำมาเพื่อเป็นสินทรัพย์ในการลงทุนได้เช่นกัน แต่ในบางครั้งสิ่งของที่มนุษย์เราต้องการบางชิ้นก็เกินกำลังตนเองแต่จะให้รอจากการเก็บออมมาซื้อก็อาจจะนานเกินไปจุดนี้จึงนำไปสู่การใช้เครดิตให้ตัวเองหรือการใช้บัตรเครดิตนั่นเอง เพื่อให้ทันต่อความต้องการซื้อก่อนชำระเป็นงวดในภายหลังได้ แต่หลายคนก็ไม่สามารถชำระหนี้ในภายหลังที่ทางธนาคารหรือสถาบันการเงินเจ้าของเงินกู้ได้ให้ตรงตามกำหนด จึงก่อให้เกิดหนี้เสียหรือหนี้สูญต่อธนาคารหรือสถาบันการเงิน

 

ในช่วงเวลาเหล่านี้ที่ตั้งแต่เราเริ่มใช้บัตรเครดิตเพื่อผ่อนชำระสิ่งที่เราต้องการ ทางเครดิตบูโรหรือชื่อทางการว่า “บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด” จะทำหน้าที่เก็บประวัติต่างๆ ของคนที่กู้เงิน จะชำระหรือไม่ชำระเลยหรือชำระช้าหรือชำระบางส่วน ทางเครดิตบูโรจะทำการบันทึกข้อมูล 1 ครั้งต่อเดือนตามสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในแต่ละบัญชี ข้อมูลจะถูกบันทึกไว้จนกว่าจะมีผู้ต้องการกู้เงิน (เจ้าของบัญชี) ให้ความยินยอมในการเปิดเผยข้อมูลต่อธนาคารหรือสถาบันการเงินที่ต้องการจะกู้ได้ดูและทราบถึงประวัติการชำระของผู้ขอกู้เงิน เพื่อให้เกิดความรวดเร็วในการอนุมัติ หากชำระเงินตรงตามกำหนด จ่ายครบก็เพิ่มโอกาสในการอนุมัติสินเชื่อได้ง่ายขึ้น แล้วถ้าหากเราเกิดมีประวัติการชำระเงินที่ไม่ตรงตามกำหนดหรือมีประวัติหนี้เสียจะแก้ไขอย่างไรดี จำเป็นต้องทราบก่อนว่าเครดิตบูโรในประเทศไทยเก็บข้อมูลไว้เพียง  3 ปี ตามกฎหมายเครดิตบูโรนั้นได้กำหนดให้เครดิตบูโรสามารถเก็บข้อมูลบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลได้ไม่เกินระยะเวลา 3 ปี และการบันทึกข้อมูลในรายงานจะมีรายการบันทึกของสินเชื่อทุกประเภทแต่ไม่เกิน  3 ปี

 

โดยปกติหากเราทำการชำระหนี้ในระบบการเงินตรงต่อเวลาจะไม่มีปัญหาอะไร แต่หากเรามีการชำระหนี้ล่าช้า 90 วัน ทางธนาคารหรือสถาบันการเงินจะทำการส่งจดหมายแจ้งเตือนให้ชำระหนี้ แต่หากยังเพิกเฉยหรือไม่ได้ชำระตามกำหนดการเราจะติดแบล็คลิสต์หรือติดเครดิตบูโรนั่นเอง

 

การติดเครดิตบูโรจะกระทบต่อการทำธุรกรรมการเงินต่างๆ เช่น การขอทำบัตรเครดิตใหม่หรือขอสินเชื่อต่างๆ ก็ไม่อาจสามารถทำได้ การแก้ที่ถูกต้องและดีที่สุดคือการชำระหนี้ที่ค้างให้หมด จากนั้นรอให้ประวัติการชำระของเราอัพเดทเข้าระบบและรอให้บัญชีของเราถูกปลดออกจากบัญชีค้างชำระ แต่ผู้กู้หลายคนก็ไม่สามารถชำระได้หมดเพียงครั้งเดียวก็ต้องทำการติดต่อกับธนาคารเพื่อขอผ่อนชำระหนี้ออกไป

 

เจรจากับธนาคารหรือสถาบันการเงินผู้ให้กู้

เมื่อผู้กู้ติดเครดิตบูโรและยังไม่สามารถชำระหนี้ได้หมดในครั้งเดียวให้ทำการ เจรจากับธนาคารหรือสถาบันการเงิน เพื่อขอผ่อนระยะเวลาในการชำระหนี้ออกไป ทั้งนี้เป็นการปรับโครงสร้างหนี้ใหม่

ชำระหนี้ให้ตรงเวลา

เมื่อผู้กู้ได้ทำการเจรจากับธนาคารและสถาบันการเงินสำเร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ผู้กู้ควรตรวจนับวันและจดบันทึกวันให้ตรงกับกำหนดการจ่ายเงินต่อธนาคารและสถาบันการเงินผู้ให้กู้และควรเก็บเอกสารชำระหนี้ทั้งหมดทุกชิ้นไว้เป็นหลักฐานว่าเราได้ทำการชำระเงินแล้วในวันและเวลาใด เพื่อรักษาเครดิตที่ดีของผู้กู้นั่นเองและหลักฐานเหล่านี้สามารถนำไปยื่นให้เจ้าหน้าที่ดูได้เมื่อผู้กู้ต้องการจะทำการขอสินเชื่อใหม่หลังจากพ้นบัญชีค้างชำระไปแล้ว

ตรวจสอบข้อมูล

หลังจากทำการเคลียร์หนี้เครดิตบูโบและทำการรักษาเครดิตของเราให้ดีแล้วนั้น ต่อไปต้องทำการตรวจสอบข้อมูลด้วยตัวเองที่ “บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด” เพื่อทำการเช็คบัญชีของเราว่าทางธนาคารหรือสถาบันการเงินผู้ให้กู้เดิมของเราได้ทำการแจ้งเปลี่ยนแปลงข้อมูลสถานะหรือยัง

 

การที่เราได้เคลียร์หนี้สินที่ค้างชำระมายาวนานเป็นที่เรียบร้อยแล้วนั้นไม่ได้หมายความว่าเราจะสามารถทำการหรือทำธุรกรรมทางการเงินใดๆ ได้ทันที เพราะข้อมูลเดิมของเราหนี้เคยค้างชำระ ชำระไม่ตรง ชำระบางส่วน ข้อมูลเหล่านี้ยังคงอยู่ อย่างที่กล่าวไปตอนต้นว่าทางเครดิตบูโนหรือ “บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด” จะทำการเก็บข้อมูลเดือนละ 1 ครั้ง จึงจะมีการเก็บข้อมูลใหม่ของเราที่ได้ทำการชำระเคลียร์หนี้ที่ค้างอยู่จนหมดสิ้นแล้ว แต่ก็ยังต้องรอเพราะข้อมูลจะยังอยู่ในเครดิตบูโรไปถึง 3 ปี เครดิตบูโรจะทำการลบข้อมูลระยะเวลา 36 เดือนหรือ 3 ปี เป็นต้นไป เรียกสั้นๆ ว่า หากคุณชำระเคลียร์หนี้แล้วแต่คุณก็ต้องรอให้บัญชีคุณหายจากข้อมูลบัญชีค้างชำระเป็นเวลา 3 ปีนั่นเอง

รักษาเครดิต

เมื่อถึงเวลาครบกำหนดรายชื่อบัญชีของคุณหายออกไปจากบัญชีค้างชำระแล้ว จนกระทั่งคุณได้ทำการยื่นขอทำบัตรเครดิตใหม่ คุณต้องทำการรักษาเครดิตของตนเองให้ดี โดยการชำระหนี้ให้ตรงกำหนด เพื่อป้องกันการเกิดปัญหาติดเครดิตบูโรขึ้นอีก นอกจากนี้คุณยังสามารถทำธุรกรรมต่างๆ ได้ง่ายยิ่งขึ้น ตรงกันข้ามหากคุณเกิดติดเครดิตบูโรอีกครั้งคุณจะมีแนวโน้มในการทำธุรกรรมทางการเงินได้ยากยิ่งขึ้นเนื่องจากข้อมูลจะบอกถึงการติดเครดิตบูโรซ้ำซากของคุณ