วิธีเลือกบัตรเครดิตที่เหมาะสมกับตัวเอง
กันยายน 18, 2017
การเตรียมเอกสารและหลักฐานการสมัครบัตรเครดิต
กันยายน 18, 2017

สนใจสมัครบัตรเครดิต ต้องรู้อะไรบ้าง

“ในหนึ่งวันคุณรับโทรศัพท์จากธนาคารที่โทรเข้ามา..เพื่อนำเสนอผลิตภัณฑ์ทางด้านบัตรเครดิตวันละกี่สายกันคะ”

เพราะในปัจจุบันการจะทำบัตรเครดิตสักใบไม่ใช่เรื่องยากและมีวิธีการที่ซับซ้อนอีกต่อไป โดนเฉพาะอย่างยิ่ง พนักงานประจำทุกท่านที่มีสลิปเงินเดือนเป็นใบเบิกทางในการทำธุรกรรมทางการเงินแทบทุกประเภท ดังนั้นการจะทำเครดิตสักใบเพียงแค่เลือกประเภทบัตรเครดิตตามที่พนักงานขายส่วนใหญ่แนะนำ กรอกเอกสารและส่งเอกสารออนไลน์ เพียงเท่านี้ท่านก็ได้บัตรเครดิตมาครอบครองเพียงในระยะเวลาไม่กี่วัน

แต่ในความเป็นจริง การใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตก็เหมือนการใช้จ่ายในวงเงินกู้ประเภทหนึ่ง ซึ่งเมื่อใช้บริการสินเชื่อประเภทนี้ก็ต้องจ่ายต้นทุนทางการเงิน ไม่ว่าจะเป็นค่าธรรมเนียม ค่าดอกเบี้ยและความเสี่ยงต่างๆให้กับเจ้าของธนาคารผู้ออกบัตร ซึ่งเรื่องเหล่านี้ ดิฉันเชื่อแน่ว่า พนักงานขายบัตรเครดิตส่วนใหญ่ไม่ได้อธิบายรายละเอียดให้ผู้บริโภคได้รับทราบ ซึ่งอาจจะก่อให้เกิดปัญหาต่างๆ เช่นภาระหนี้สินตามมาในภายหลัง ดังนั้น ก่อนที่จะตัดสินใจทำบัตรเครดิตสักใบ เรื่องสำคัญต่อไปนี้คือสิ่งที่คุณต้องทำความเข้าใจและเรียนรู้

  1. ค่าธรรมเนียมบัตรเครดิต

ค่าธรรมเนียมเปรียบเสมือนเงินที่จ่ายเป็นค่าบริการการใช้งานให้กับธนาคารผู้ออกบัตรเครดิต เพราะความสะดวกสบายในการใช้จ่ายออนไลน์ หรือรูดซื้อสินค้าและบริการต้องแลกมาด้วยต้นทุนทางการเงินที่สูงของธนาคาร เช่น ค่าระบบในการดำเนินการ ค่าพนักงานเป็นต้น ดังนั้น ธนาคารส่วนใหญ่จึงคิดค่าธรรมเนียมในการใช้สมัครบัตรเครดิต โดยแบ่งเป็น

  • ค่าธรรมเนียมแรกเข้า : แต่เนื่องด้วยปัจจุบันมีการแข่งขันผลิตภัณฑ์ทางด้านบัตรเครดิตที่สูง ธนาคารส่วนใหญ่จึงไม่เรียกเก็บค่าธรรมเนียมส่วนนี้เพื่อเป็นแรงจูงใจ
  • ค่าธรรมเนียมรายปี : ก่อนทำบัตรเครดิตธนาคารจะต้องแจ้งอัตราค่าธรรมเนียมรายปีกับผู้สมัครบัตรเครดิตซึ่งบัตรเครดิตทั่วไปจะมอบสิทธิพิเศษฟรีค่าธรรมเนียมรายปีกับผู้ใช้งาน แต่ถ้าเป็นบัตรเครดิตที่มีสิทธิพิเศษเหนือกว่าบัตรอื่นก็จะมีการยกเว้นการเรียกเก็บในปีแรก แต่สงวนสิทธิ์เรียกเก็บค่าธรรมเนียมรายปีในปีถัดไปเป็นจำนวนเงินตั้งแต่ 500- 20,000 บาท แต่ทั้งนี้อาจต่อรองค่าธรรมเนียมรายปีกับ Call center ของธนาคารได้ โดยขึ้นอยู่กับเงื่อนไขการใช้วงเงินที่ทางธนาคารกำหนด

 

  1. ดอกเบี้ยบัตรเครดิต

หากผู้ใช้งานบัตรเครดิตจ่ายชำระค่าสินค้าและบริการครบยอดหนี้และชำระก่อนวันที่ธนาคารกำหนดในใบแจ้งหนี้ ก็ไม่จำเป็นต้องกังวลเกี่ยวกับดอกเบี้ยที่จะเกิดขึ้น เพราะโดยทั่วไปทุกธนาคารจะให้ระยะเวลาปลอดการชำระดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมเป็นระยะเวลา 45 วัน นับจากวันสรุปยอดบัญชี

 

ยกตัวอย่างเช่น

หากบัตรเครดิตของนายเอ สรุปยอดทุกวันที่ 6 ของทุกเดือน ครบรอบชำระวันที่ 21 วงจรการจ่ายเงินบัตรเครดิตจะเป็นดังนี้

หากใช้จ่ายวันที่ 07/08/2017 ก็จะไปตัดยอดวันที่ 06/09/2017 ชำระเงิน 21/09/2017 ระยะเวลาปลอดดอกเบี้ย 45 วัน

หากใช้จ่ายวันที่ 08/08/2017 ก็จะไปตัดยอดวันที่ 06/09/2017 ชำระเงิน 21/09/2017 ระยะเวลาปลอดดอกเบี้ย 44 วัน

หากใช้จ่ายวันที่ 09/08/2017 ก็จะไปตัดยอดวันที่ 06/09/2017 ชำระเงิน 21/09/2017 ระยะเวลาปลอดดอกเบี้ย 43 วัน

.

.

.

หากใช้จ่ายวันที่ 06/09/2017 ก็จะไปตัดยอดวันที่ 06/09/2017 ชำระเงิน 21/09/2017 ระยะเวลาปลอดดอกเบี้ย 15 วัน

และยอดการใช้งานตั้งแต่วันที่ 07/09/2017 เป็นต้นไปก็จะคิดเป็นอีกยอดบิลนึง

  • การคิดดอกเบี้ยบัตรเครดิต

หากยอดการใช้จ่ายของวันที่ 06/08/2017 จนถึง 06/09/2017 ไม่ได้รับการชำระเต็มยอดหรือเรียกว่าการจ่ายขั้นต่ำ(10%)  ก็จะต้องมีการเสียดอกเบี้ยให้กับธนาคารดังนี้

หากใช้งานบัตรเครดิตในวันที่ 07/08/2017 จำนวนเงิน 10,000 สรุปยอดวันที่ 06/09/2017 หลังจากสรุปยอดชำระเงินประมาณ 2 อาทิตย์จะมีบิลเรียกเก็บยอดหนี้นี้มาในวันที่ 21/09/2017 ซึ่งจะมีดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นดังนี้

** สูตรคำนวณดอกเบี้ยบัตรเครดิต = (ยอดค่าใช้จ่ายบัตรเครดิต x อัตราดอกเบี้ย 20% ต่อปี x จำนวนวัน) /365**

  1. ดอกเบี้ยวันสรุปยอดบัตร ตั้งแต่วันที่ 07/08/2017 – 06/09/2017 คือระยะเวลา 30 วัน

(10,000 x 20% x 30) / 365 = 164.38 บาท

  1. ดอกเบี้ยครบกำหนดชำระเงิน ตั้งแต่วันที่ 07/09/2017 – 21/09/2017 คือระยะเวลา 15 วัน

(10,000 x 20% x 14) /365 = 82.19 บาท

ซึ่งดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นนี้หากชำระเต็มจำนวนในวันที่ 21/09/2017 ธนาคารจะไม่เรียกเก็บดอกเบี้ยที่เกิดขึ้น แต่หากชำระแค่ขึ้นต่ำเพียง 10% ธนาคารจะคิดดอกเบี้ยเต็มในวันที่ 21/09/2017 คือ 164.38 + 82.19  = 246.57 บาท

และเมื่อครบกำหนดการชำระบิลในรอบบิลถัดไปคือ 21/10/2017 ธนาคารจะคิดดอกเบี้ยยอดคงค้างดังนี้

  1. ดอกเบี้ยวันสรุปยอดบัตร ตั้งแต่วันที่ 22/09/2017 ถึงวันสรุปยอดบัตร 06/10/2017 เป็นเวลา 15 วัน

(9,000 x 20% x 15) / 365 = 73.97 บาท

  1. ดอกเบี้ยครบกำหนดชำระเงิน ตั้งแต่วันที่ 07/10/2017 ถึงวันครบกำหนดชำระ 21/10/2017 เป็นเวลา 15 วัน

(9,000 x 20% x 15) / 365 = 73.97 บาท

รวมเงินดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายในรอบบิลที่สองทั้งสิ้น 147.94 บาท และเมื่อหากเลือกที่จะจ่ายเพียงขั้นต่ำต่อไป ธนาคารก็จะนำเงินขั้นต่ำมาหักออกจากเงินต้น แต่ยังคงดอกเบี้ยที่ 20% เท่าเดิม ซึ่งยิ่งชำระเงินต้นล่าช้าก็จะทำให้เสียดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น ก่อให้เกิดภาระหนี้สินตามมาและส่งผลให้ติดเครดิตบูโร

  1. ค่าติดตามการทวงหนี้

หากเราทำการจ่ายเงินล่าช้ากว่าที่ทางธนาคารกำหนดไว้ในใบแจ้งหนี้แม้ว่าจะทำการจ่ายเงินเต็มจำนวนแล้วก็ตาม ในรอบบิลถัดไปก็จะต้องถูกเรียกเก็บค่าบริการนี้ในอัตรา 100 บาท

  1. ความเสี่ยงจากการแลกเปลี่ยนสกุลเงิน

การใช้บริการบัตรเครดิตในต่างประเทศเนื่องจากสกุลเงินมีความผันผวนขึ้นลงในแต่ละวันไม่เท่ากันดังนั้นทางธนาคารจะลดความเสี่ยงจากการแลกเปลี่ยนสกุลเงินโดย เผื่อเรียกค่าธรรมเนียมไม่เกิน 2.5 % ของยอดการใช้จ่าย

ยกตัวอย่างเช่น

  • หากซื้อของที่อเมริกาและจ่ายผ่านบัตรเครดิตเป็นวงเงิน 100$ ธนาคารคิดค่าธรรมเนียมที่ 2.5% ของยอดการใช้จ่าย ดังนั้นของชิ้นนี้จะมีมูลค่าทั้งสิ้น (100USD x 2.5% ) = 102.5 USD
  • หากอัตราแลกเปลี่ยนในวันปิดยอดอยู่ที่ 33.42 บาท จะต้องจ่ายบัตรเครดิตด้วยยอดเงินทั้งสิ้น

(102.5USD x 33.42 THB/USD) =   3,425.55 บาท

จากทั้งหมดที่กล่าวมา เป็นข้อมูลสำหรับสำคัญที่ทุกคนต้องทราบก่อนสมัครบัตรเครดิต เพื่อให้สามารถใช้บัตรเครดิตโดยรู้เท่าทันถึงภาระต่างๆที่จะเกิดขึ้น และเป็นการหลีกเลี่ยงปัญหาหนี้สินที่จะตามมาในอนาคตอีกด้วย

บัตรเครดิต และบัตรกดเงินสด

    ]